แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - mrtnews

หน้า: [1] 2 3 ... 308
1
รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง, สมจิตร ใจชื่น/มาร์ซัน : ภาพ

เรามักจะได้ยินข่าวกองทัพเรือสั่งซื้อเรือรบจากต่างประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เพิ่งนำเรือรบสมรรถนะสูงเข้ามาจากเกาหลีใต้ ทำให้คนจำนวนมาก (รวมผู้เขียนด้วย) คิดว่าในเมืองไทยของเราไม่มีอู่ต่อเรือที่สามารถต่อเรือรบได้ แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เมืองไทยเราก็มีอู่ต่อเรือหลายแห่งที่ต่อเรือรบได้มาหลายปีแล้ว ซึ่งพอได้รู้ข้อมูลตรงนี้ก็ชวนให้ตื่นเต้น อยากพาคนอ่านไปดู ไปรู้ ไปเห็น ว่าอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือบ้านเรานั้นเป็นอย่างไรบ้าง และการต่อเรือรบหนึ่งลำต้องใช้เวลานานแค่ไหน


หนึ่งในอู่ต่อเรือที่ต่อเรือรบได้ เป็นอู่ต่อเรือระดับหัวแถวของไทยก็คือ บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านงานต่อเรือให้ทั้งกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือต่างประเทศมาแล้ว รวมแล้วตอนนี้มาร์ซันต่อเรือมาแล้วมากกว่า 300 ลำ ซึ่งผลงานชิ้นโบแดงของบริษัท คือ “เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา” ซึ่งเป็นชุดเรือ 3 ลำ คือ ต.991 ต.992 และ ต.993

ด้วยความน่าสนใจของการต่อเรือ โดยเฉพาะการต่อเรือรบ “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” จึงขอเข้าไปพูดคุยกับ ภัทรวิน จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) ที่สำนักงานบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ที่เดียวกันกับอู่ต่อเรือ ณ ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ปากอ่าวไทย เพื่อทำความรู้จักกับอุตสาหกรรมต่อเรือที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคย

โบ๊ท-ภัทรวิน จงวิศาล ลูกชายคนโตผู้เข้ามาบริหารธุรกิจต่อจากคุณพ่อ สัญชัย จงวิศาล เล่าความเป็นมาของบริษัทให้ฟังคร่าว ๆ ว่า มาร์ซันก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2523 โดยคุณพ่อของเขากับ ยง นนท์โสภา อดีตหุ้นส่วน ซึ่งทั้งสองเคยทำงานในอู่ต่อเรือมานานหลายปี ก่อนจะลาออกมาเริ่มทำอู่ของตัวเอง

มาร์ซันเริ่มจากต่อเรือไฟเบอร์กลาสลำเล็ก ๆ ที่ใช้เป็นเรือข้ามฟากจากระหว่างฝั่งกับเกาะ แล้วค่อย ๆ เรียนรู้และขยับไปต่อเรือที่ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น เช่น เรือตรวจการณ์ของราชการ อย่างตำรวจน้ำ ทหารเรือ กรมศุลกากร แล้วเริ่มทำเรือรบลำแรกประมาณปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบันสามารถต่อเรือรบได้ขนาดใหญ่ที่สุด ความยาว 58 เมตร ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ที่ใช้ในภารกิจของกองทัพเรือ

จากพนักงานยุคเริ่มต้นแค่หลัก 10 คน ตอนนี้มีพนักงานมากถึง 400 คน ในจำนวนนี้เป็นวิศวกรมากถึง 60 คน สิ่งหนึ่งที่มาร์ซันมีเหนือกว่าอู่อื่น ๆ ในประเทศ คือ มาร์ซันสามารถออกแบบเรือได้เองด้วย ไม่ได้ทำตามแบบของต่างประเทศ ซึ่งการออกแบบเองได้จะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่า

ก่อนจะเล่าลงรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทของตัวเอง ภัทรวินให้ข้อมูลภาพกว้างว่า อู่ต่อเรือในประเทศไทยมีเยอะ มีทั้งของไทยและร่วมทุนต่างชาติ ใน “สมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย” มีสมาชิกอยู่ 24 อู่ แต่หลายแห่งไม่ได้ต่อเรือแล้วในปัจจุบัน ทำแค่รับซ่อมเรือเท่านั้น เนื่องมาจากอุตสาหกรรมต่อเรือเป็นอุตสาหกรรมที่การแข่งขันสูง และปัจจัยหลายอย่างไม่เอื้อให้อุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างเข้มแข็ง

ส่วนการต่อเรือรบที่คนไม่ค่อยทราบว่าอู่ไทยก็ต่อได้นั้น ภัทรวินอธิบายว่า อาจจะเนื่องจากอุตสาหกรรมต่อเรือเป็นอุตสาหกรรมที่เฉพาะทางมาก จึงไม่ได้ประชาสัมพันธ์ไปสู่วงกว้าง ทั้งที่จริงแล้วอู่ต่อเรือไทยก็ต่อเรือรบได้ เพียงแต่ยังเป็นเรือที่สมรรถนะไม่สูงมาก


“มาร์ซันไม่ใช่อู่ต่อเรือเจ้าแรกที่ทำเรือให้กองทัพเรือ เราน่าจะเป็นอู่ท้าย ๆ ที่เข้าไปทำเรือให้กองทัพเรือ แต่เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา มาร์ซันตอบสนองความต้องการของกองทัพเรือได้เป็นอย่างดี และสร้างประสบการณ์ที่ดีในการซื้อเรือในประเทศ จึงได้รับความไว้วางใจเรื่อยมา”

ซีอีโอมาร์ซันเล่าลงรายละเอียดว่า มาร์ซันมีประสบการณ์ต่อเรือสำหรับภารกิจของกองทัพ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2546 เป็นการต่อเรือให้กองทัพเรือปากีสถาน แต่จุดที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของบริษัท คือ การเข้าไปประมูลงานต่อเรือให้กองทัพเรือไทยครั้งแรก ก็คือตอนที่กองทัพเรือต้องการสร้างเรือตรวจการณ์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หรือชุดเรือ ต.991 ต.992 ต.993 ซึ่งมาร์ซันก็ได้งานนี้มา และส่งมอบเรือให้กองทัพในปี 2550 หลังจากนั้นก็ได้รับโอกาสจากกองทัพเรือเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ถือว่ากองทัพเรือเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศอย่างมาก

ขณะที่ทำเรือรบและเรือช่วยรบให้กองทัพเรือ ทำเรือตรวจการณ์ให้แก่หน่วยงานราชการต่าง ๆ เช่น ตำรวจน้ำ กรมประมง การท่าเรือฯ ฯลฯ ฝั่งเรือสำหรับเอกชนใช้งานในเชิงพาณิชย์ก็ไม่ได้ทิ้ง ทั้งเรือท่องเที่ยว เรือขนส่งสินค้า เรือแท่นขุดเจาะน้ำมัน ฯลฯ ก็ยังคงทำควบคู่กันมาตลอด

ปี 2562 ที่ผ่านมา มาร์ซันมีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งซีอีโอหนุ่มคนนี้บอกว่า “เรามีความหวังอยากให้มันโตขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี”

ลูกค้าส่วนมากของมาร์ซันเป็นลูกค้าต่างประเทศ สัดส่วนมากถึง 80% โดยเป็นลูกค้าจากตะวันออกกลางซะเยอะ ซึ่งภัทรวินยังบอกอีกว่า เขามุ่งมั่นจะพามาร์ซันไปลุยตลาดสากล จะหาลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น ลดการพึ่งพิงลูกค้าในประเทศ เพราะนโยบายหลายอย่างในประเทศไม่เอื้อให้อุตสาหกรรมต่อเรือโต

“ถ้าเราออกไปไกลหน่อย สู้คลื่นลมหน่อย เรายังมีความหวังว่าจะได้ปลาตัวใหญ่ขึ้น หรือจำนวนมากขึ้น” เขาเปรียบการหาลูกค้าเหมือนกับการออกเรือไปหาปลา

ภัทรวินเปิดเผยว่า การต่อเรือหนึ่งลำใช้เวลาประมาณ 15-24 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดและระดับความซับซ้อนของเรือแต่ละลำ และอาจจะนานกว่า 24 เดือน หากมีความซับซ้อนสูงมาก ๆ แต่ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าทำได้ทีละลำ สามารถทำพร้อมกันได้หลายลำตามกำลังคนที่มี ส่วนเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ประจำเรือนั้น ทางกองทัพจะจัดหามาเองแล้วนำมาให้อู่ติดตั้งให้

ถามถึงการต่อเรือกองทัพว่าแบ่งระดับความซับซ้อนอย่างไรบ้าง เขาอธิบายให้ฟังว่า เรือสำหรับภารกิจของกองทัพแยกใหญ่ ๆ เป็นเรือรบกับเรือช่วยรบ เรือช่วยรบนั้นมีตั้งแต่เรือตรวจการณ์ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ส่วนเรือรบแท้ ๆ ที่ใช้ในภารกิจการรบเรียกว่า เรือคอร์เวต (เรือรบขนาดเล็ก) และเรือฟริเกต (เรือรบอเนกประสงค์ขนาดใหญ่สามารถรบได้หลายมิติ) ซึ่งเรือรบแท้ ๆ ที่ว่านี้ยังไม่เคยมีการต่อในประเทศไทยมาก่อน มีเพียงการต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งขนาดใหญ่ที่สุดที่ต่อโดยบริษัทอู่กรุงเทพร่วมกับกรมอู่ทหารเรือ

ถึงแม้อู่ไทยยังไม่เคยทำเรือรบแท้ ๆ แต่ภัทรวินมองว่า อู่ในไทยก็มีความสามารถจะขยับไปต่อเรือรบอย่างคอร์เวต หรือฟริเกต ได้ในอนาคต มาร์ซันก็เป็นหนึ่งอู่ที่มีความพร้อม เพราะมีการแสวงหาความร่วมมือทั้งกับต่างประเทศและในประเทศ เพื่อที่จะต่อเรือที่มีสมรรถนะสูงขึ้น และออกจากกรอบที่เคยทำมา และเขามั่นใจว่าศักยภาพของคนไทยไม่ด้อยกว่าชาติอื่น ส่วนเรื่ององค์ความรู้ก็สามารถเรียนตามกันได้

เท่าที่ฟังเขาให้ข้อมูล ปัญหาของเอกชนในอุตสาหกรรมต่อเรือไม่ได้อยู่ที่ขาดโอกาสในการต่อเรือกองทัพ ภัทรวินย้ำว่า กองทัพเรือสนับสนุนมากแล้ว แต่ปัญหาอยู่ตรงประเด็นที่ว่า อุตสาหกรรมต่อเรือไม่โต มีเงินหมุนเวียนปีละไม่ถึง 10,000 ล้านบาท ทั้งที่ความต้องการใช้ในประเทศก็มีอยู่ แต่ติดที่นโยบายหลายอย่างไม่เอื้อให้อุตสาหกรรมต่อเรือเกิดและโต อย่างเช่น การให้ BOI กับธุรกิจที่ใช้เรือเก่าจากต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการไม่สนับสนุนให้ใช้เรือที่ต่อในประเทศ


“ผมพูดในนามสมาคมต่อเรือฯ ผมคิดว่าถ้าโครงการไหนที่สามารถต่อเรือในประเทศได้ เราน่าจะหันมาให้ความสำคัญกับการต่อเรือในประเทศมากขึ้น ถ้ามีการต่อเรือในประเทศมากขึ้น มันก็จะเกิดการจ้างงานมากขึ้น เกิดการผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนต้นน้ำ รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น จีดีพีก็โตขึ้น ปัจจุบันนี้เรายังมีนโยบายให้นำเข้าเรือเก่าที่ถูกใช้งานมา 25 ปี ซึ่งมันมีความเสี่ยงในการใช้งาน และมันไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ ไม่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ รัฐบาลควรจะเข้ามาดูว่า ทำยังไงให้พาณิชย์นาวีมันเกิดในประเทศ เติบโตได้”

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า ไม่ได้อยากมีปัญหากับผู้ใช้เรือ เพราะเข้าใจว่าผู้ใช้เรือก็อยากได้ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ เพียงแต่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแล มาหาทางเกลี่ยผลประโยชน์ให้ทั่วถึงกัน ซึ่งเขาคิดว่าในที่สุดแล้ว มันจะเกิดผลดีต่อภาพรวมของประเทศ

“ทุกประเทศทำแบบนี้หมด ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา เกาหลี จีน ต้องตีกรอบอุตสาหกรรมให้มีการสร้างงานในประเทศให้ได้ มันจะสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ และทำให้อุตสาหกรรมเติบโต ดูตัวอย่างอย่างเกาหลี ทุกวันนี้เขาสามารถต่อเรือฟริเกตมาขายประเทศไทยได้ เขาต่อเรือดำน้ำขายให้กองทัพอินโดนีเซียได้ ในอดีตเขาก็เริ่มจากการซื้อเรือดำน้ำเยอรมัน แล้วก็เรียนรู้ พัฒนา และทำในประเทศจนออกมาขายได้ นี่คือแนวทางที่ชัดเจนมาก ๆ ว่าทำไมประเทศพวกนี้ถึงมีเศรษฐกิจที่เติบโต และยกระดับรายได้ต่อหัวของประชากรขึ้นไปได้มาก”

นอกจากการพาบริษัทของตัวเองไปหาลูกค้าต่างประเทศเพื่อให้รายได้เติบโตทุกปีตามเป้า การเรียกร้องให้ภาครัฐมาสนใจดูแลทั้งภาพรวมของอุตสาหกรรมต่อเรือก็เป็นสิ่งที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมาร์ซันให้ความสำคัญ



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=RZf6_gM2WEI" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=RZf6_gM2WEI</a>




..

2
เอเอฟพี - "เรือผี" ลำหนึ่งซึ่งล่องลอยอยู่กลางทะเลโดยปราศจากลูกเรือมานานนับปี ถูกพายุเดนิสซัดพาเกยตื้นชายฝั่งทางภาคใต้ของไอร์แลนด์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา


เรือสินค้าเอ็มวี อัลตา ความยาว 77 เมตร ถูกคลื่นสูงซัดเข้ามาติดแนวโขดหินไม่ไกลจากหมู่บ้านบัลลีย์คอทตอน ใกล้เมืองคอร์ค เมืองใหญ่สุดอันดับ 2 ของไอร์แลนด์ สิ้นสุดการล่องลอยกลางทะเลยาวนานหลายเดือน

การผจญภัยของเรือสินค้าอัลตา เริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน 2018 ครั้งที่มันสูญหายไปกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างเดินทางจากกรีซไปยังเฮติ

ลูกเรือ 10 คนใช้เวลา 20 วันบนเรือตอนที่มันล่องลอยอยู่นอกชายฝั่งเบอร์มิวดา ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 2,220 กิโลเมตร ก่อนได้รับความช่วยเหลือจากเรือตรวจการณ์ของยามชายฝั่งสหรัฐฯลำหนึ่ง

ในตอนนั้นยามชายฝั่งสหรัฐฯเผยว่ากำลังประสานงานกับเจ้าของเรือที่ประดับธงแทนซาเนียเพื่อเตรียมลากมันกลับเข้าฝั่ง อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวหลังจากนั้นของเรือกลายเป็นเรื่องราวปริศนา

Fleetmon เว็บไซต์เกี่ยวกับการเดินเรือ อ้างได้รับข้อมูลจากเจ้าของเรือระบุว่าเรือลำนี้ถูกจี้ไปจากกายอานาถึง 2 ครั้งระหว่างปฏิบัติการกู้เรือ


ต่อมามีคนพบเห็นเรืออายุ 44 ปีลำนี้อย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 2019 โดยหนนี้เป็น HMS Protector เรือลาดตระเวนของกองทัพเรืออังกฤษที่พบมันล่องลอยโดยไร้ลูกเรืออยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก "เราเข้าไปใกล้เรือเพื่อติดต่อและเสนอมอบความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครตอบกลับ"

สุดท้ายแล้วการผจญภัยของเรืออัลตาก็สิ้นสุดลงที่โขดหินริมฝั่งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างที่พายุเดนนิสโหมกระหน่ำ ซัดถาโถมเข้าเล่นงานไอร์แลนด์ด้วยฝนตกหนักและลมพักแรงกว่า 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ยามชายฝั่งไอร์แลนด์บอกว่าได้ส่งเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยไปยังจุดที่พบเรือเมื่อวันอาทิตย์(16ก.พ.) ทว่าไม่พบลูกเรือแต่อย่างใด

ส่วนสภาเมืองคอร์ค ระบุในวันจันทร์ (17 ก.พ.) ไม่พบสัญญาณการรั่วไหลของมลพิษในพื้นที่รอบๆเรือ และจะรอจนคลื่นทะเลเบาลงก่อน แล้วถึงจะส่งผู้รับเหมาขึ้นไปประเมินความเสียหายของเรือเพิ่มเติม



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=x6nZ3hHMchw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=x6nZ3hHMchw</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=gMJyT6-GSDE" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=gMJyT6-GSDE</a>




..

3
เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2563 ได้เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นในห้องเคบินของกัปตันเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo ship) ชื่อ SUZZY ความยาว 85 เมตร กว้าง 15 เมตร ขณะจอดเทียบท่าอยู่ในท่าเรือตุซลา (Tuzla) ประเทศตุรกี


รายงานไม่ได้ระบุว่าไฟไหม้ถูกจำกัดอยู่เพียงภายในห้องเคบินโดยสารเท่านั้น หรือเริ่มแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของเก๋งเรือ ไฟไหม้ถูกควบคุมและดับโดยทีมนักดับเพลิงในเวลาต่อมา

ลูกเรือทั้งหมดจำนวน 15 คนถูกอพยพออกจากเรือ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เรือได้รับความเสียหายบางส่วน แต่ยังไม่ระบุรายละเอียดของสาเหตุที่เกิดไฟไหม้ครั้งนี้


เรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo ship) ชื่อ SUZZY รหัสหมายเลข IMO คือ 9017800 ขนาด 3,114 dwt สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1990 จดทะเบียนชักธง Panama



ที่มา Data & Images - | แปลและเรียบเรียงข่าวโดย - Translated by




..

4
ในช่วงเช้าวันที่ 16 ก.พ. 2563 เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ชื่อ WISH WAY ความยาว 156 เมตร กว้าง 36 เมตร พร้อมสินค้าบนเรือเป็นโครงสร้างของเครนสำหรับยกตู้คอนเทนเนอร์ (container gantry cranes) สำหรับติดตั้งที่ท่าเรือ จำนวนสองตัวอยู่บนดาดฟ้าเรือ ออกเดินเรือมาจากประเทศจีน ได้เดินทางมาถึงเมืองวิลเลมสตัด (Willemstad) อาณานิคมกือราเซา ทะเลแคริบเบียน ประเทศเนเธอร์แลนด์


ขณะเมื่อเรือแล่นลอดผ่านใต้สะพาน Queen Juliana Bridge ได้เกิดอุบัติเหตุ ตัวโครงสร้างเครนบางส่วนได้กระทบกับด้านล่างของตัวสะพาน ทำให้เกิดความเสียหายเล็กน้อยต่อตัวสะพาน

การจราจรของสะพานได้ถูกระงับชั่วคราว แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เปิดให้มีการสัญจรใหม่อีกครั้ง ความเสียหายของสะพานนั้นไม่ร้ายแรง แต่มีรายงานว่าโครงสร้างของเครนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง และเป็นข่าวร้ายสำหรับเศรษฐกิจเมืองคูราเซา เพราะเครนเก่าของท่าเรือมีอาการเสียบ่อยครั้งและไม่สามารถจัดการสินค้ากับเรือบรรทุกสินค้าคอนเทนเนอร์ที่เข้ามาเทียบท่าได้โดยเร็ว ปกติมีความล่าช้าและหยุดชะงักบางครั้ง


เรือบรรทุกสินค้าหนัก (Heavy cargo carrier) ชื่อ WISH WAY รหัสหมายเลข IMO คือ 9578531 ขนาด 21,243 dwt สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2010 จดทะเบียนชักธง Panama



ที่มา Data & Images - | แปลและเรียบเรียงข่าวโดย - Translated by

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Mi4LCPGkU-U" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Mi4LCPGkU-U</a>





..

5
23 ม.ค.63 - พลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีรับมอบ “เรือหลวงหลีเป๊ะ” หมายเลข 858 จากผู้แทนบริษัท อิตัลไทยมารีน จำกัด โดยมี นาวาเอกหญิง อุบลวรรณ รุดดิษฐ์ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ ผู้บริหารระดับสูงของกองทัพเรือ ฝ่ายบริษัทต่อเรือ และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ท่าเทียบเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จังหวัดชลบุรี


ในการนี้ ภายหลังพิธีรับมอบ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ส่งมอบสายการบังคับบัญชาให้กับ พลเรือเอกชุมศักดิ์ นาควิจิตร ผู้บัญชาการ กองเรือยุทธการ และพลเรือตรี เทวินทร์ ศิลปชัย ผู้บัญชาการ กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ ตามลำดับ พร้อมกล่าวให้โอวาทกับกำลังพลประจำเรือ ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อสนองภารกิจของหน่วย และกองทัพเรือ ให้สำเร็จลุล่วง

เรือหลวงหลีเป๊ะ หมายเลข 858 เป็นเรือลากจูงที่ต่อขึ้น เพื่อทดแทนเรือเก่า โดยกองทัพเรือว่าจ้าง บริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด ดำเนินการต่อเรือลากจูงขนาดกลาง จำนวน 2 ลำ คือ เรือหลวงหลีเป๊ะ และเรือหลวงปันหยี ที่ได้มีการรับมอบไปก่อนหน้านี้ เพื่อสนองภารกิจ ในการสนับสนุนนำเรือรบขนาดใหญ่ เข้า-ออกจากท่าเทียบเรือ ตลอดจน สนับสนุนการดับเพลิงให้กับท่าเรือต่างๆ การขจัดคราบน้ำมัน การลากเป้าฝึกยิงอาวุธ และสนับสนุนภารกิจเรือดำน้ำ ในอนาคต


สำหรับ สมรรถนะเรือได้มีการออกแบบโดย บริษัท Robert Allan Ltd.,Naval Architects and Marine Engineering ประเทศแคนาดา ตัวเรือมีความแข็งแรงทนทาน มีกำลังดึงไม่น้อยกว่า 53 เมตริกตัน และวงหันหมุนรอบตัวเอง 360 องศา ความยาวตลอดลำ 32 เมตร กว้าง 12.40 เมตร กินน้ำลึกสุด 4.59 เมตร ความเร็วสูงสุดต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 12 น็อต ระยะปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 2,500 ไมล์ทะเล และมีกำลังพลประจำเรือ รวม 20 นาย ประกอบด้วย นายทหาร 3 นาย พันจ่า 3 นาย จ่า 10 นาย พลทหาร 4 นาย โดยมี เรือเอก ชาญชัย อยู่เจริญ เป็นผู้บังคับการเรือ



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=RofE-1GFkTY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=RofE-1GFkTY</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=XV3t832Uwrg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=XV3t832Uwrg</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=GYG154Cty_M" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=GYG154Cty_M</a>




..

6
“คลองไทย” ถูกปลุกผีขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาขุดคลองไทยเส้น 9A กระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา ตามข้อเสนอของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังชาติไทย


ส.ส.ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน กลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สนับสนุนให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้จำนวน 49 คน โดยมีกำหนดพิจารณาเรื่องนี้ให้เสร็จภายใน 120 วัน

โครงการขุดคลองไทยถูกผลักดันมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่มาเข้มข้นเอาจริงเอาจังกันในยุค คสช.มีการปล่อยข่าวปลอมว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงนามในเอ็มโอยูกับฝ่ายจีนที่เมืองกวางโจว ศึกษาโครงการขุดคอคอดกระ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นคลองไทย แต่ถูกคนใกล้ชิดบิ๊กจิ๋ว ปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องของนายหน้าหลอกเงินจีน ปล่อยข่าว

ที่ฮือฮากันมาก คือ สามารถทำให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง องคมนตรี เขียนจดหมายถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี สนับสนุนการสร้างคลองไทย ในขณะที่สมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ หรือ สปท.สายทหาร เตรียมที่จะเสนอพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พิจารณาสร้างคลองไทย พล.อ.ประยุทธ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่มีการสร้างคลองไทยในยุคที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม มักจะรายงานข่าว “ลักไก่” ออกมาเป็นระยะๆ ว่า นายกฯ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง

น่าสังเกตว่า โครงการขุดคลองไทยนี้ เคลื่อนไหวผ่านนายทหารนอกราชการที่เกษียณอายุราชการแล้ว อย่างเช่น พล.อ.หาญ ลีลานนท์ อดีตแม่ทัพภาค 4 พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และพล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการมูลนิธิรัฐบุรุษ ซึ่งเป็นนายกสมาคมคลองไทย เพื่อการศึกษาและพัฒนา เป็นต้น

สมาคมคลองไทย เพื่อการศึกษาและพัฒนา เป็นองค์กรเคลื่อนไหวให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนถึงคุณประโยชน์ของคลองไทย การจัดรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ หลายครั้งในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทุกครั้งมีข้อสรุปว่า ประชาชนเห็นด้วย

คลองไทย คือ คลองที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย แนวคลองจะอยู่ตรงไหน ยังไม่มีความชัดเจน ล่าสุดคือ แนว 9 A ตัดผ่าน 5 จังหวัด คือ ตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

ประโยชน์ของคลองไทยที่ผู้สนับสนุนยกขึ้นมาอ้าง คือ ช่วยย่นระยะเวลาการเดินเรือจากมหาสมุทรอินเดียไปทะเลจีนใต้ ไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งแออัดตัดตรงผ่านคลองไทยได้เลย ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเดินเรือในภูมิภาคนี้แทนสิงคโปร์

ระยะเวลาที่จะประหยัดได้ จากข้อมูลของสมาคมคลองไทยฯ เอง บอกว่า 1-2 วัน ซึ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในธุรกิจเดินเรือหัวเราะอยู่ในใจ เพราะถ้าประหยัดเวลาได้แค่ 1-2 วัน จะมีประโยชน์อะไร คลองสุเอซหรือคลองปานามาประหยัดเวลาได้ 1 ใน 3 หรืออย่างน้อย 10 วัน

เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว คลองไทยก็ตกม้าตายแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเทคนิคการก่อสร้าง ที่ความต่างของระดับน้ำที่ฝั่งมหาสมุทรอินเดียกับระดับน้ำในคลองไทยที่ต่างกันมาก เรือขนาดใหญ่ออกจากคลองแล้ว จะลงไปในมหาสมุทรอย่างไร จะวิ่งลงไปแบบสไลเดอร์ได้หรือไม่ แนวคลองที่ตัดผ่านป่าชายเลน ชุมชนชายฝั่งซึ่งจะทำลายระบบนิเวศวิทยา และวิถีชีวิตของชุมชน งบประมาณก่อสร้างจะมาจากไหน ฯลฯ

เรื่องการขุดคลองไทยนี้ เป็นความต้องการของทุนจีน ซึ่งยังไม่เปิดเผยตัว วัตถุประสงค์ก็ชัดๆ ง่ายๆ เป็นเรื่องของธุรกิจล้วนๆ คือ มีรายได้หลักจากการขุดคลอง ประชาชนในพื้นที่ที่แนวคลองผ่าน เคยเล่าให้สื่อบางสำนักฟังว่า มีคนจีนมาสำรวจพื้นที่ พูดคุยด้วยว่า คลองไทยจะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น

เมื่อปี 2556 สภาผู้แทนราษฎร นิการากัวลงมติให้สัมปทาน บริษัท ฮ่องกง เพื่อการลงทุนพัฒนาคลองนิการากัว (เอชเคเอ็นดี) ของนายหวัง จิ้ง มหาเศรษฐีจีน ขุดคลองผ่านตอนใต้ของนิการากัว เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกเข้ากับทะเลแคริบเบียน โดยมีอายุสัมปทาน 50 ปี

จนถึงบัดนี้ โครงการคลองนิการากัวยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไรเลย แต่มีข่าวว่า อาจจะมีการต่ออายุสัมปทานอีก 50 ปี

ยุทธศาสตร์ของจีนในยุคสี จิ้นเผิง เป็นผู้นำ คือ การส่งออกทุนจีนผ่านโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในนาม หนึ่งแถบหนึ่งสะพาน โดยบริษัทจีนเป็นผู้ก่อสร้าง ใช้วัสดุแรงงานจากจีน ใช้เงินกู้จีน หลายๆ โครงการเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วขาดทุน ไม่มีการใช้ประโยชน์ เพราะการลงทุนไม่ได้เกิดจากการศึกษาความเป็นไปได้จริงๆ เมื่อขาดทุนชำระหนี้ที่กู้จากจีนไม่ได้ ก็จะถูกยึดโครงการ

โครงการท่าเรือน้ำลึกศรีลังกาเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว โครงการรถไฟจีน-ลาวกำลังจะเป็นรายต่อไป รัฐบาล คสช.รู้ทันเรื่องนี้ จึงดึงโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนมาลงทุนเองทั้งหมด

โครงการคลองไทยถูกนำเสนอจากจีนมาก่อนที่สี จิ้นผิง จะมีอำนาจ ก่อนที่จะมีโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง คือ มีการผลักดันผ่านวุฒิสมาชิกเมื่อประมาณปี 2547 แต่ไม่ค่อยมีความคืบหน้า เพราะไม่มีความชัดเจนว่า เมื่อขุดคลองแล้วไทยจะได้ประโยชน์อะไร มีแต่การบรรยายสรรพคุณว่า จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือ ประชาชนสองฝั่งคลองจะพ้นจากความยากจน

เมื่อสี จิ้นผิง ประกาศโครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โครงการคลองไทยก็ถูกโมเมเอาไปพ่วงกับหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางด้วย เพื่อให้ดูขลัง แต่ความจริงแล้วไม่เกี่ยวกันเลย

ก็หวังว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล สร้างมิติใหม่ เห็นด้วยกัน จะเป็นเพียงผลการศึกษา คงไม่ถึงกับลงมติให้สร้าง ให้ขุดแบบสภานิการากัว เมื่อ 7 ปีก่อนนะ เพราะเห็นอยู่ว่า ขุดคลองไทยแล้วใครจะได้ประโยชน์



ที่มา Data & Images -



บทความ : คลองไทย ฝัน... จะเป็นจริง : โดย ณรงค์ ขุ้มทอง

คลองไทยกลับมาเป็นที่สนใจของประชาชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้มีการศึกษาถึงผลดี ผลเสีย และมีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนจริงหรือไม่ ต้องรอคำตอบหลังจากผ่านไป 120 วัน หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 49 คน เป็นผู้ไปค้นหาคำตอบเชิงวิชาการต่อไป แต่ขออย่างเดียว ขอให้คณะกรรมาธิการดังกล่าวทำงานอยู่ภายใต้ความจริงจังและจริงใจ และต้องโปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรต่างๆ หรือบุคคลต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ


คลองไทย เป็นโครงการที่พูดถึงกันมานาน มีการศึกษากันมาแล้ว 1 ครั้ง ของวุฒิสภา ปี 2544-2548 แต่ในบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรไม่เคยนำโครงการคลองไทยมาเป็นญัตติในการศึกษาเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของสภาไทย คลองไทย เป็นโครงการใหญ่ระดับโลก มีผลกระทบวงกว้างทั้งเชิงบวกและเชิงลบ และอาจจะส่งผลไปยังกลุ่มอาเซียน เอเชีย และระดับโลกก็เป็นได้ คลองไทยเป็นที่กล่าวขาน ทั้งแสดงความยินดีและห่วงใยของผู้หวังดีต่อชาติบ้านเมือง

ในยามที่ประเทศหมดช่องทางนำเงินมาขับเคลื่อนประเทศ โลกข้างหน้าเปลี่ยนไปมาก มีการขับเคลื่อนเทคโนโลยีที่ทันสมัยและล้ำยุค จะหวังรายได้เรื่องการท่องเที่ยวอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ทั่วโลกที่ท้าทาย นักท่องเที่ยวสอดรับกับการเดินทางที่ราคาถูก ประหยัด และรวดเร็ว จะหวังส่งสินค้าออกที่เป็นอยู่ก็ยากและตีบตัน ติดกับดักค่าของเงินบาทที่แข็งค่า ติดกับดักค่าแรงที่สูง ตรงข้ามกับประเทศเพื่อนบ้าน ธุรกิจหลายอย่างย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย หวังจะให้นักลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนก็ยิ่งยาก เพราะติดกับดักเรื่องค่าแรงและการบริหารจัดการที่ยุ่งยากและซับซ้อน

ย้อนไปดู 10-20 ปีที่ผ่านมา เช่น จีนซื้อยางดิบจากไทย แต่จีนกลับผลิตยางดิบได้เอง ส่งผลให้ไทยติดกับดักเรื่องการส่งออกยางพารา ซึ่งกระทบกับเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคใต้ 3 กก./ 100 บาท รวมถึงสินค้าอื่นๆ แต่ละประเทศเจริญก้าวหน้าทั้งคน ทั้งเงิน รวมถึงเทคโนโลยี หันมาผลิตเอง ใช้เอง ภาวะเช่นนี้อาจจะส่งผลให้ภาวการณ์ส่งออกของไทยต้องฝืดเคือง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หนึ่งในหลายช่องทาง คือ หาเงินโดยใช้ภูมิรัฐศาสตร์ของภาคใต้ให้เป็นธุรกิจบริหารจัดการ จากที่ตั้งของภาคใต้ที่ขนาบด้วยทะเล คือ การขุดคลองไทย เปิดพื้นที่ให้เป็นเส้นทางการขนส่งทางทะเลใหม่ของโลก เพราะที่ตั้งของคลองไทยอยู่ตรงกลางของเศรษฐกิจโลกเกือบทุกด้าน พร้อมด้วยตลาดและจำนวนคนที่อยู่รอบๆ ประเทศไทยราวๆ 4 พันล้านคน พื้นที่เหมาะทั้งที่ตั้งและภูมิอากาศ ไม่ร้อนและไม่หนาว รอบๆ คลองไทยประกอบด้วยประเทศที่ทรงพลังทางด้านเศรษฐกิจ เช่น จีนและอินเดีย ลงมาทางใต้ กลุ่มอาเซียนและออสเตรเลีย

คลองไทยมีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน กังวลใจว่าเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก ที่จะขึ้นไปยังขั้วโลกเหนือ ส่งผลให้คลองไทยไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่หวัง ประเด็นนี้น่าจะเกิดขึ้นยากที่นักเดินเรือจะไม่ใช้คลองไทย แล้วหันไปใช้เส้นทางขั้วโลกเหนือ เพราะขั้วโลกเหนืออากาศหนาวราว 7-9 เดือน มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีเส้นทางขั้วโลกไม่มีเมืองท่าใหญ่ๆ ที่จะกักตุนหรือขนถ่ายสินค้า

ด้วยปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวจึงยากที่จะเป็นเส้นทางหลักในการเดินเรือ คลองไทย หลายท่านกังวลใจว่าคุ้มหรือไม่ กลัวโน่น กลัวนี่ กันมากมาย แต่ถ้าศึกษาแล้วมันคุ้ม ก็ค่อยว่ากัน ขึ้นอยู่กับผู้นำและพระสยามเทวาธิราชจะมองเห็นและดลบันดาล แต่ถ้าไม่หลุดพ้นกับดักความกล้าหาญ ประเทศก็จะยากจน ประชาชนแร้นแค้นอยู่ร่ำไป ประเทศไทยบริหารเงินขาดดุล ระดับ 700,000 ล้าน เพราะไม่มีเงินจึงจำเป็นต้องหาช่องทางใหม่เพื่อหาเงินเข้าประเทศ หรือจะเลือกใช้เงินภาษีของประชาชน มาหว่านมาแจกกันต่อไป โครงการชิม ช้อป ใช้ ดูแล้วตื่นเต้น เร้าใจไม่น้อย จ่ายมาเท่าไหร่ประชาชนเฝ้ารอ

แต่สุดท้ายเงินดังกล่าวก็หมุนเข้ากระเป๋านายทุนใหญ่เช่นเคย

สําหรับข้อมูลเชิงวิชาการที่สามารถนำมาอ้างอิงและเป็นที่น่าเชื่อถือ มีให้คนที่เห็นต่างหรือห่วงใย ได้ศึกษาและตัดสินใจ เช่นข้อมูลจำนวนเรือ ข้อมูลค่าใช้จ่ายของเรือนำมาประกอบการศึกษาการขุดคลองไทย ได้นำมาเป็นตัวอย่าง จากข้อมูลที่เชื่อถือได้ ฐานข้อมูลปี 2016 (2559) จำนวนเรือบรรทุกสินค้าระหว่างประเทศประเภทต่างๆ ใช้บริการ/แล่นผ่านคลองและช่องแคบเดินเรือสำคัญๆ ของโลก Database recorded of World Ships are passing Through and movement each of Importance water Straits &amp; Canal’s Year 2016 ดังนี้

1.ช่องแคบสิงคโปร์ (Singapore Straits) movement estimate ~209,057 ลำ (หรือเที่ยว)

2.ช่องแคบมะละกา-มาเลเซีย (Malacca Straits) movement estimate ~84,000 ลำ (หรือเที่ยว)

3.ช่องแคบบอสฟอรัส (อิสตันบูล)-ตุรกี (Bosphorus (Istanbul) Straits) movement estimate ~41,000 ลำ (หรือเที่ยว)

4.คลองซุเอส (The Suez canal) Transist estimate ~22,000 ลำ (หรือเที่ยว/ปี 2016)

5.คลองปานามา (The Panama canal) Ships Transit estimate ~14,000 ลำ (หรือเที่ยว/ปี 2016)

6.คลองคีล-เยอรมนี (The Kiel canal-Geramany) Ships Transit estimate ~43,000 ลำ (หรือเที่ยว/ปี 2016)

7.คลองโครินทร์-ประเทศกรีซ (The Corinth canal-Greek) Ships Transit estimate ~11,000 ลำ (หรือเที่ยว/ปี 2016)

8.ช่องแคบลอมบอก-อินโดนีเซีย (The Lombok Strait-Indonesia) Ships passing estimate ~3,500 ลำ (หรือเที่ยว/ปี 2016)

9.ช่องแคบซุนดา-ประเทศอินโดนีเซีย (The Strait of Sunda-Indonesia) Ships passing estimate ~70,000 ลำ (หรือเที่ยว/ปี 2016)

ด้านค่าใช้จ่ายของเรือต่อวัน ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลกันมากมาย จะขอยกตัวอย่างคร่าวๆ ขนาดเรือบรรทุกน้ำมันดิบ Crude Carrier Tanker 260,988 dwt. ความเร็วเรือปกติ 115.00 Knots ขนาดของเครื่องจักรใหญ่ (Main Engine) 20,630 KW. หรือราวๆ 28,050 แรงม้า PS.

ค่าเช่าเรือ T/C-Rate ต่อวัน จะตกประมาณวันละ 40,000-42,000 US$ เหรียญสหรัฐ หรือประมาณวันละ 1,302,000 บาท ราคานี้ยังไม่รวมค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ บนเรือขณะเรือวิ่ง ซึ่งถ้าหากรวมแล้วค่าใช้จ่าย/วัน ก็จะตกราวๆ 101,000 US$ ต่อวัน หรือประมาณ 3,131,000 บาท และการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของเรือแต่ละขนาด ระหว่างแล่นผ่านช่องแคบมะละกา กับแล่นผ่านคลองไทย โดยถัวเฉลี่ยแล้วแตกต่างกันประมาณ 1.6-2.2 วันครับ ดังนั้นจึงมีคำตอบว่า การที่เราจะเก็บค่าผ่านทางเรือต่างๆ นั้น ก็จะคิดจากค่าใช้จ่ายของเรือต่อวันที่ประหยัดไปซึ่งอาจจะคิดที่ 80% ของค่าใช้จ่ายที่ประหยัดไปทั้งหมดยกตัวอย่างเรือขนาด 2 แสน 6 หมื่นเดทเวทตัน ค่าใช้จ่ายวันละ 3,131,000 บาท คูณ 2 วัน ก็ตกประมาณ 6,262,000 บาท เมื่อจะเก็บค่าผ่านทาง (คลองไทย 9A) ที่ประมาณ 80% ก็จะตกราวๆ 5,009,600 บาท นี่คือค่าผ่านทางที่เรือขนาดนี้ต้องจ่ายเป็นค่าผ่านคลองในแต่ละครั้ง ส่วนค่าใช้จ่ายของเรือโดยหลักๆ คือ

1.ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
2.เงินเดือนคนประจำเรือ
3.ค่าสูญเสียน้ำมันหล่อลื่น
4.ค่าน้ำจืดน้ำใช้
5.ค่าเสบียงแต่ละวัน
6.ค่าสึกหรอค่าเสื่อมสภาพของตัวเรือและเครื่องจักร
7.ค่าประกันภัยเรือ และอื่นๆ

การเดินเรือผ่านคลองไทย
การผ่านคลองไทยไม่จำเป็นต้องเป็น convoy ก็ได้เราขุดคลองให้มีความกว้างเพียงพอและใช้ทุ่น

ทำเป็นเส้นแบ่งแนวจรที่ชัดเจน และเรือก็ไม่ต้องกังวลน้ำขึ้น-น้ำลงเพราะคลองจะมีความลึกถึง 30 เมตร

จากระดับน้ำลงต่ำสุด จึงทำให้สามารถรองรับเรือทุกขนาดในโลกให้ผ่านได้ตลอดเวลา จึงทำให้เรือจะไม่มีการสูญเสียเวลาตรงนี้

1) เรือน้ำมันทุกขนาดรวมทั้งขนาดที่ใหญ่ที่สุดคือ ULCC เป็นเรือแบบ double hull หรือตัวเรือสองชั้น ดังนั้นโอกาสที่น้ำมันจะรั่วไหลออกมาภายนอกก็เป็นไปได้ยากมาก ยกเว้นว่าถูกขีปนาวุธยิงจริงๆ แต่ลำพังการเกยตื้นหรือเรือชนกันไม่ทำให้น้ำมันรั่วไหลออกมาได้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลว่าทำไมเรือพวกนี้จึงจะเข้ามาในอ่าวไทยไม่ได้

2) เรือบรรทุกสินค้าเทกอง (bulk) ขนาด ULOC หรือ เรือ China max นั้นวิ่งด้วยความเร็วเต็มที่เพียง 12 knots ไม่ใช่ 15-20 knots อย่างที่กล่าวอ้าง เรือพวกนี้ไม่สามารถผ่านช่องแคบมะละกาได้ต้องไปผ่านช่องแคบลอมบอกแทน ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างการผ่านคลองไทยกับผ่านช่องแคบลอมบอกแล้ว เราสามารถเก็บค่าผ่านคลองจากเรือพวกนี้ได้ถึง 12 ล้านบาทต่อเที่ยว และเรือพวกนี้จะมีวิ่งกันประมาณ 200 เที่ยวต่อปี ดังนั้นคลองไทยจะมีรายได้จากเรือพวกนี้เพียงอย่างเดียวประมาณปีละ 2,400 ล้านบาท ซึ่งอันนี้ยังไม่นับรวมรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ในการทำเป็นศูนย์กระจายสินค้าในกรณีที่เรือพวกนี้ต้องการให้เรือใหญ่บรรทุกแร่มากองไว้ก่อนแล้วให้เรือเล็กมารับต่อไปอีกครั้ง

3) ระยะทางที่ใช้เป็นระยะทางที่คิดได้จากแผนที่ที่ใช้ในการเดินเรือจริง ไม่ได้ปั้นแต่งตัวเลขเพื่อหลอกประชาชนใดๆ ทั้งนั้น ประหยัดได้เท่าไหร่ก็บอกตัวเลขไปตามจริงเท่านั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องมีข้อกังขาในข้อมูลกันภายหลัง ส่วนเรื่องจำนวนเรือที่จะผ่านคลองไทยเพื่อเข้าแหลมฉบังนั้นก็ไม่ควรไปนับแต่ตัวเลขในปัจจุบัน เพราะแหลมฉบังเองก็กำลังขยายเป็นเฟส 3 และเฟส 4 เพื่อรองรับเรือคอนเทนเนอร์ขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นจำนวนเรือที่จะผ่านก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ ไหนจะมีท่าเรือคลองไทยทางฝั่งอ่าวไทยซึ่งวางตัวเป็นฮับกระจายสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านอีก ทำให้อนาคตต้องมีจำนวนเรือที่ผ่านคลองไทยเพิ่มขึ้นจากตัวเลขที่ใช้ตอนนี้อีกหลายเท่าตัว (ข้อมูลจากนักเดินเรือระดับโลก)

คลองไทยหลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติรวมทั้งพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ร่วมกันผลักดันให้มีการศึกษา ก็กลับมาเป็นข่าววิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นเรื่องปกติและดีเสียด้วยซ้ำไป จะได้ช่วยกันตรวจสอบทักท้วง แต่อยากกราบเรียนว่าคลองไทยถ้าเกิดขึ้นจริงจะนำบทเรียนของหลายๆ คลอง มาเป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และประเทศชาติให้มากที่สุด แต่ห่วงอย่างเดียว คือกลัวคนไทยนำคลองไทยไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดและเหตุผลที่ไม่ยอมฟังใคร หวังเอาชนะคะคานกัน

ถ้าเป็นอย่างนี้ประชาชนและชาติรับกรรมและประเทศไทยก็ยังติดกับดักในการพัฒนาประเทศต่อไป

ณรงค์ ขุ้มทอง ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ และโรงเรียนดาวนายร้อย



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=C3YJxRKGGyY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=C3YJxRKGGyY</a>





..

7
ปตท.เร่งเครื่องพัฒนา “มาบตาพุด” เฟส 3 เตรียมแผนถมทะเล 1,000 ไร่ เมินร่วมทุน “อู่ตะเภา-ไฮสปีด”


ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเร่งผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทในกลุ่ม ปตท.ร่วมซื้อซองประมูล 4 โครงการ แต่ยื่นซองประมูล 2 โครงการ คือ โครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 (ท่าเทียบเรือ F) และโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3

ส่วนอีก 2 โครงการ ไม่ได้ยื่นประมูล คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) และโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งที่ผ่านมากลุ่ม ปตท.เคยมีท่าทีที่จะเข้าร่วมลงทุนหลังจากมีการลงนามสัญญาแล้ว

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรรมการผู้ใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท.ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เข้าร่วมลงทุน 2 โครงการ ในอีอีซี คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) ซึ่งปัจจุบันทางบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มซีพี) เป็นลงนามกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ไปเรียบร้อยแล้ว รวมถึงไม่สนใจที่จะร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

“ก่อนหน้านี้ ปตท.มีแนวคิดว่า อาจจะพิจารณาเข้าไปร่วมลงทุนกับผู้ชนะการประมูลในโครงการไฮสปีดเทรนภายหลัง แต่ได้ศึกษาอย่างรอบคอบแล้วว่า ทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ปตท.ไม่มีความถนัดในการทำเรื่องของรถไฟฟ้าและสนามบิน เพราะไม่เคยลงทุนมาก่อน”

ดังนั้น ปตท.จะหันมามุ่งเน้นการลงทุน 2 โครงการขนาดใหญ่ในอีอีซี คือ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 (ช่วงที่1) ซึ่งการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับ บริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ที่เป็นบริษัทในเครือ ปตท.ไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากกลุ่ม ปตท.ได้จับมือกับกลุ่มกัลฟ์ฯ ซึ่งเป็นลูกค้า ปตท.และผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ เพื่อเข้าร่วมการประมูลแข่งขัน และเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการดังกล่าว ภายใต้สัญญาร่วมทุนในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) NET Cost หรือ ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนโดยให้เอกชนได้รับสิทธิ์ในการประกอบกิจการบนพื้นที่ 200ไร่ และจัดสรรผลตอบแทนบางส่วนให้แก่ภาครัฐตามข้อตกลง

ขณะนี้การดำเนินโครงการมาบตาพุดเฟส 3 ได้ตั้งบริษัทร่วมทุนเสร็จเรียบร้อยแล้ว และมีแผนที่จะเตรียมความพร้อมดำเนินการถมทะเล 1,000 ไร่ โดยอยู่ระหว่างพิจารณาหาผู้รับเหมาเพื่อถมทะเล ซึ่งจะมีกระบวนการขออนุญาตต่างๆในการก่อสร้างต่างๆที่ต้องใช้เวลา

รวมทั้งยังต้องศึกษาขนาดโครงการที่เหมาะสมด้วย โดยจะต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญทั้งเรื่องของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยด้วย คาดว่า ปีนี้ น่าจะเริ่มดำเนินการถมทะเลได้ หากสามารถประมูลจัดหาผู้รับเหมาที่มีศักยภาพตรงความตามต้องการได้

โครงการมาบตาพุดเฟส 3 จะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศที่ช่วยเสริมศักยภาพการจัดหาและนำเข้า LNG เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน จากปัจจุบัน ปตท.มีคลังรับจ่าย LNG แห่งที่ 1 ขนาด 11.5 ล้านตันต่อปี และอีก 2 ปี คลังรับจ่าย LNG แห่งที่ 2 ขนาด 7.5 ล้านตันปีจะแล้วเสร็จ ทำให้ประเทศมีความสามารถรองรับ LNG ได้ถึง 19 ล้านตันต่อปี และโครงการมาบตาพุดเฟส 3 จะมีรองรับ LNG ได้อีก 5-10 ล้านตันต่อปี ขึ้นอยู่กับสภาพของตลาดด้วย แต่กว่าจะแล้วเสร็จคาดว่าจะใช้เวลา 7-8 ปี

“ถึงเวลานั้น ความต้องการใช้ก๊าซอาจจะมากขึ้น ก๊าซในอ่าวไทยอาจจะลดลง ฉะนั้น ความต้องการใช้ LNG อาจจะมากขึ้นได้ และการขยายตลาด การขยายถนน ที่เข้าไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้ อุตสากรรมที่เคยใช้พลังงานมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ พลังงานที่ต้นทุนอาจจะแพงกว่า ก็อาจจะหันมาใช้ LNG นอกแนวท่อก๊าซมากขึ้นก็เป็นโอกาสของ LNG”


ส่วนอีกโครงการสำคัญ คือ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ซึ่งกลุ่ม ปตท.ได้จับมือกับกลุ่มกัลฟ์ เข้าร่วมประมูลภายใต้กลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี ประกอบด้วย บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (บริษัทลูกของกลุ่ม ปตท.) บริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ China Harbour Engineering Company Limited จากประเทศจีน

ขณะนี้ ยังรอความชัดเจนจากภาครัฐ เนื่องจากยังมีเรื่องกระบวนการของศาลปกครองสูงสุดด้วย หลังจากกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี ซึ่งเป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 ซองคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอโครงการนี้ ได้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุดจึงต้องรอความคืบหน้าในเรื่องนี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปตท.ได้เตรียมความพร้อมที่ลงทุนใน 2 โครงการดังกล่าวไว้แล้ว โดยในส่วนของโครงการมาบตาพุดเฟส 3 ได้เตรียมงบลงทุนรองรับอยู่ภายใต้แผนลงทุน 5 ปี (2563-2567) ของ ปตท.และบริษัทที่ ปตท.ถือหุ้น 100% ที่มีวงเงินรวม 180,814 ล้านบาท

ส่วนโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 แม้จะยังไม่บรรจุอยู่ภายใต้งบลงทุน 5 ปี แต่ ปตท.ได้จัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า จำนวน 203,583 ล้านบาท รองรับไว้แล้ว

ก่อนหน้านี้ ชาญศิลป์ เคยระบุถึงเหตุผลที่ กลุ่ม ปตท.มีความสนใจในโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เพราะมีความถนัดในการทำธุรกิจนี้ ทั้งการบริหารท่าเรือขนถ่ายสินค้าเหลว (ลิควิดพอร์ต) และท่าเทียบเรือรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว

รวมถึงการพัฒนาแหลมฉบัง ที่จะเป็นท่าเทียบเรือตู้ขนส่งสินค้า(คอนเทนเนอร์พอร์ต) ซึ่งปัจจุบัน ปตท.ส่งออกส่งสินค้าในคอนเทนเนอร์พอร์ตปริมาณมาก เช่น เม็ดพลาสติก รวมถึงส่งน้ำมันป้อนเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ในแถบนี้ อีกทั้งปี 2563 ได้เริ่มใช้มาตรการขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่จำกัดกำมะถันในน้ำมันเตาของเรือเดินสมุทรไม่เกิน 0.5% ก็เป็นโอกาสสำหรับกลุ่ม ปตท.



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=O0jSL6hjEVo" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=O0jSL6hjEVo</a>




..

8
รอยเตอร์ – กองทัพของเกาหลีใต้ ระบุในวันอังคาร (21) ว่า พวกเขามีแผนเพิ่มกำลังหน่วยต่อต้านโจรสลัดที่ตอนนี้ปฏิบัติงานอยู่นอกชายฝั่งแอฟริกาจนถึงพื้นที่รอบๆ ช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากถูกสหรัฐฯ กดดันให้ช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน


การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซนอกชายฝั่งอิหร่านเมื่อปีที่แล้วกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เรียกร้องพันธมิตรเข้าร่วมภารกิจการรักษาความปลอดภัยทางทะเล

ถึงแม้ว่าเกาหลีใต้จะจัดส่งกองกำลังไปยังพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงอ่าวเปอร์เซีย แต่พวกเขาจะไม่เข้าร่วมกองกำลังพันธมิตรนานาชาติ กระทรวงกลาโหม ระบุ

“รัฐบาลเกาหลีใต้ตัดสินใจเพิ่มการจัดส่งหน่วยทหารชองแกเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลาง เพื่อรับประกันความปลอดภัยของพลเมืองเราและเสรีภาพในการเดินเรือ” เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ บอกผู้สื่อข่าว

หน่วยชองแกถูกประจำการในอ่าวเอเดนนับตั้งแต่ปี 2009 และมีหน้าที่ป้องกันการปล้นสะดมทางทะเลร่วมกับกลุ่มประเทศแอฟริกา รวมทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

หน่วยกำลังพล 302 นายนี้มีเรือพิฆาตขนาด 4,500 ตันหนึ่งลำ เฮลิคอปเตอร์ต่อต้านเรือดำน้ำ ลิงซ์ หนึ่งลำ และเรือเร็ว 3 ลำ อ้างจากสมุดปกขาวกลาโหมปี 2018 ของเกาหลีใต้


ปฏิบัติการของหน่วยนี้รวมถึงการช่วยเหลือเรือเกาหลีใต้และลูกเรือเมื่อปี 2011 มีการยิงผู้ต้องสงสัย 8 คนและจับอีก 5 คนในช่วงเวลานั้น

ทหารเกาหลีใต้ยังเคยอพยพพลเมืองเกาหลีใต้ออกจากเยเมนและลิเบีย และเคยคุ้มกันเรือเกาหลีใต้และเรือต่างชาติประมาณ 18,750 ลำจนถึงเดือนพฤศษจิกายนปี 2018

เกาหลีใต้ ผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 5 ของโลกและหนึ่งในลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน หยุดการนำเข้าน้ำมันดิบอิหร่านตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หลังจากสิทธิละเว้นการคว่ำบาตรอิหร่านหมดอายุเมื่อต้นเดือนนั้น



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=zcHJooQbUEw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=zcHJooQbUEw</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Faukac-77Fk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Faukac-77Fk</a>





..

9
อังกฤษชื่นชมสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่ทำกับสหรัฐ คุ้มครองซากเรือไททานิกให้พ้นจากความเสียหายฝีมือนักสำรวจและนักท่องเที่ยว


เรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ล่มลงเมื่อปี 2455 มีผู้เสียชีวิต 1,500 คน ซากเรือจมลึกใต้ผิวน้ำ4 กิโลเมตรห่างจากนิวฟันด์แลนด์ของแคนาดาไปทางใต้ราว 685 กิโลเมตร

แต่มีความกังวลมากว่าจะมีคนลงไปขโมยข้าวของ ทิ้งขยะ หรือวางป้ายไว้อาลัยผู้เสียชีวิต

ล่าสุดสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานอ้างถ้อยแถลงนางนูสรัต กานี รัฐมนตรีการขนส่งและทะเลอังกฤษ ระบุ สหรัฐและอังกฤษผ่านกฎหมายให้อำนาจสองประเทศออกใบอนุญาตหรือปฏิเสธการเข้าถึงตัวเรือ และขนย้ายวัตถุที่พบภายนอกเรือ

ทั้งนี้ อังกฤษลงนามในสนธิสัญญาคุ้มครองเรือไททานิกตั้งแต่ปี 2546 แต่สหรัฐไม่ยอมให้สัตยาบัน จนกระทั่งสิ้นปี 2562 สนธิสัญญาจึงเพิ่งมีผลบังคับใช้ถือเป็นความก้าวหน้าในความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่พยายามปกป้องเรือลำนี้

เรือไททานิกต่อโดยบริษัทฮาร์แลนด์แอนด์โวลฟ์ เคยเป็นเรือลำใหญ่และทันสมัยที่สุดในยุคนั้น ได้รับการขนานนามว่าเป็นเรือที่ไม่มีวันจม

ไททานิกเดินเรือเที่ยวปฐมฤกษ์จากท่าเรือเซาท์แธมป์ตันของอังกฤษเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2455 บรรทุกผู้โดยสารราว 2,224 คนมุ่งหน้าสู่นิวยอร์ก แต่ไม่มีโอกาสเดินทางไปถึงเมื่อไปชนภูเขาน้ำแข็งจนเรือแตกแล้วจมลงสู่ก้นมหาสมุทร

ซากเรือถูกค้นพบเมื่อเดือน ก.ย.2528 ตั้งแต่นั้นหลายประเทศเจรจาทำข้อตกลงนานาชาติเพื่อคุ้มครองเรือ ที่มียูเนสโกดูแลอยู่ด้วย



ที่มา Data & Images -



บ.อเมริกัน เตรียมผ่าซากเรือไททานิค เก็บกู้สมบัติล้ำค่า ก่อนสูญหายตลอดกาล

บริษัทอเมริกัน เตรียมผ่าซากเรือไททานิค เก็บกู้สมบัติล้ำค่า และระบบวิทยุสื่อสาร ก่อนที่ซากเรือจะพัง จนทุกอย่างสูญหายไป ด้านรัฐบาลอังกฤษและนักอนุรักษ์ไม่เห็นด้วย


เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563 เว็บไซต์มิเรอร์ รายงานข้อมูลอ้างอิงจากเดอะเทเลกราฟ ระบุว่า RMS Titanic Inc. บริษัทกู้เรือสัญชาติอเมริกัน เตรียมดำเนินการผ่าซากเรือไททานิค เพื่อนำทรัพย์สินและข้าวของมีค่าทั้งหมดออกมา ก่อนที่จะสูญหายไปใต้ท้องทะเลตลอดกาล

โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีบริษัทกู้เรือออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเก็บกู้ทุกสิ่งทุกอย่างภายในเรือไททานิค นอกจากนี้แล้วพวกเขายังคาดหวังว่าจะสามารถเก็บกู้ระบบสายวิทยุมาร์โคนี (Marconi Wireless) ที่ลูกเรือใช้ส่งสัญญาณตอนที่เรือกำลังล่ม

เรือไททานิค (RMS Titanic) มีฉายาว่า เรือที่ไม่มีวันจม ออกเดินทางจากท่าเรือเมืองเซาท์แธมป์ตัน ในอังกฤษ มุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี 2455 หรือเมื่อ 108 ปีที่แล้ว แต่เรือลำนี้ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง เนื่องจากได้พุ่งชนกับภูเขาน้ำแข็งกลางมหาสมุทร

หลังจากนั้น เรือไททานิคได้จมลงกลางมหาสมุตรแอตแลนติก นำพาข้าวของมีค่าจำนวนมาก และผู้โดยสารกว่า 1,500 ชีวิต จมดิ่งลงสู่ก้นทะเลเย็นยะเยือก ที่ระดับความลึก 12,000 ฟุต หรือราว 3,657 เมตร

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหล่านักสำรวจและบริษัทเอกชนต่าง ๆ ได้เข้าไปสำรวจดูรอบซากเรือไททานิค ด้วยความหวังว่าจะสามารถไขปริศนาเรือล่ม รวมทั้งต้องการสมบัติล้ำค่าภายในซากเรือ แต่ยังไม่เคยมีใครที่ชำแหละเปิดดูซากเรือมาก่อน จนกระทั่งบริษัท RMS Titanic Inc. ตัดสินใจยื่นมือเข้ามาทำเอง

ตัวแทนทางกฎหมายของ RMS Titanic Inc. แถลงการณ์ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซากเรือจะทรุดตัวลง ซึ่งทรัพย์สินทุกอย่าง รวมทั้งบันทึกข้อมูลวิทยุที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก จะถูกฝังหายไป และไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้อีก

ทางบริษัทวางแผนจะใช้เรือหุ่นยนต์ใต้น้ำตัดผ่าหลังคาเรือ เพื่อตามหาสายสัญญาณและเก็บกู้มันขึ้นมา รวมทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ โดยพวกเขาจะถ่ายทำสารคดีอัปเดตในทุกขั้นตอนการเก็บกู้ครั้งสำคัญครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม เทเลกราฟ รายงานอีกว่า รัฐบาลอังกฤษไม่เห็นด้วยกับภารกิจครั้งนี้ เหล่านักอนุรักษ์ก็เช่นกัน โดยพวกเขามองว่าเรือไททานิคคือสุสานขนาดใหญ่ที่เก็บร่างผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงควรให้ความเคารพ และปล่อยซากเรือเลื่องชื่อนี้ไว้ให้อยู่ต่อไปอย่างสงบ ไม่ควรไปรบกวนใด ๆ



ที่มา Data & Images - kapook.com

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=MKbeLenAvAA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=MKbeLenAvAA</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=zl04YgL3xjM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=zl04YgL3xjM</a>





..

10
เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ สื่อจีน รายงาน จีนทดลองใช้ “JARI” เรือรบไร้คนขับลำแรกของโลกที่สามารถปฎิบัติการโจมตีเรือรบและเรือดำน้ำ รวมทั้งต่อต้านอากาศยาน


รายงานระบุว่า เรือ JARI ต้นแบบได้เผยตัวครั้งแรกเมื่อปี 2561 และเพิ่งไดรับการนำมาทดลองปฎิบัติการเมื่อไม่นานมานี้

เรือรบดังกล่าวได้รับการติดตั้งระบบเรดาร์ และระบบอิเล็กโทรนิกส์ชั้นนำอื่นเทียบเท่าเรือพิฆาตระดับชั้น Arleign Burke Class ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาและเรือพิฆาตรุ่น 052D และระบบโซนาร์ของเรือสามารถตรวจสอบวัตถุใต้ผิวน้ำได้ลึก 7 กิโลเมตร

เขี้ยวเล็บของเรือ JARI ในปัจจุบันประกอบด้วยปืนต่อสู่ขนาด 30 มม. เครื่องยิงมิสไซล์ต่อต้านอากาศยานระยะใกล้ เครื่องยิงจรวดต่อต้านเรือรอบ และเครื่องยิงตอร์ปิโดต่อต้านเรือดำน้ำ


เรือดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยบริษัท China Shipbuilding Industry Corporation มีขนาดความยาว 15 เมตร หนัก 20 ตัน สามารถเดินทางได้ไกลกว่า 50 ไมล์ทะเลด้วยความเร็ว 42 น็อต (ราว 77.78 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

ทั้งนี้ เรือรบ JARI ยังคงมีจุดอ่อนในหลายด้าน เช่น ระยะเวลาในการนำเรือออกปฎิบัติการและถอนตัวออกจากการปฎิบัติการ ความปลอดภัยในการเดินเรือ และความสามารถในการรับมือสภาพที่ไม่แน่นอนของทะเล



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=vUi162Zchh0" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=vUi162Zchh0</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=SK99H8gXOCs" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=SK99H8gXOCs</a>




..

11
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีคนมาขอให้ผมช่วยติดต่อขอเช่าที่ดินชายทะเลด้านใต้ของประเทศเมียนมา เพื่อมาจัดตั้งโรงงานชำแหละเรือเดินสมุทร เพื่อเอาเหล็กเก่ามาหลอมใหม่อีกครั้ง ซึ่งผมได้ฟังเรื่องนี้มานานมากแล้ว


เพราะอดีตเคยมีพนักงานผมที่เป็นนักศึกษาชาวจีน ครอบครัวเขาทำธุรกิจนี้อยู่ที่เกาะเล็กๆ ใกล้กับเมืองเซิ่นเจิ้น ประเทศจีนมาทำงานที่บริษัทของผม ผมเลยสอบถามเขาว่าธุรกิจคุณพ่อเขาดีมั้ย เขาเลยเล่าให้ผมฟัง น่าสนใจมาก ขอนำมาเล่าต่อนะครับ

การชำแหละเรือนั้น ที่เก่งที่สุดในวันนี้ก็คือชาวเมืองเกาสง ไต้หวัน ที่นั่นในอดีตเป็นแหล่งชำแหละเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะในอดีตไต้หวันต้องการเหล็กมาก่อสร้างพัฒนาบ้านเมือง แต่ไม่มีแหล่งวัตถุดิบคือแร่เหล็ก จึงเอาเรือเดินสมุทรที่ปลดระวางมาชำแหละ เพราะเหล็กที่ใช้ต่อเรือเป็นเหล็กกล้าที่ดีที่สุด

อีกทั้งเรือที่ปลดระวางมีขายในแถบประเทศปานามาในราคาที่ถูกมากๆ เมื่อซื้อมาสามารถเคาะต้นทุนได้จากน้ำหนักระวางของเรือ ก็จะทราบถึงราคาต้นทุนเลย อีกทั้งเครื่องยนต์เก่าเรือ เครนยกสินค้าประจำเรือ น้ำมันตกค้างในเครื่องยนต์เรือ อะไหล่เรือ อุปกรณ์เรือ ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นส่วนเกินที่เป็นกำไรล้วนๆเลยครับ แต่ต่อมาถูกรัฐบาลใต้หวันสั่งห้ามดำเนินธุรกิจนี้

เนื่องจากเหตุผลคือการสร้างมลภาวะเป็นพิษ อีกทั้งการพัฒนาของไต้หวันไปไกลแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เหล็กเก่าจากธุรกิจนี้อีกต่อไป เรียกว่าไต้หวันรวยแล้วเลิกก็เป็นไปได้ครับ ธุรกิจนี้จึงย้ายฐานไปที่ประเทศสาธารณะรัฐประชาชนจีน ที่นั่นมีหลายเมืองที่ดำเนินธุรกิจนี้อยู่ เช่น ที่ เทียนจิน ฉางซา เกาะเล็กในเซิ่นเจิ้น(ที่นี่คือที่ผมกล่าวมาข้างต้น)

ธุรกิจนี้สร้างความเจริญและกำไรมหาศาลให้แก่ผู้ประกอบการมากหน้าหลายตา แต่กระแสของความเจริญและเรื่องมลภาวะเป็นพิษก็ไหลเข้าสู่จีนเช่นกัน ทำให้ต้องเลิกไปโดยปริยาย ธุรกิจนี้จึงต้องเป็นอันพับฐานไปเลยครับ

ปัจจุบันนี้มีที่อู่ชำเหละเรือที่ดังมากๆอยู่ที่เมืองธากา ประเทศบังคลาเทศ ที่นี่เขาไม่ได้ทำในระบบปิด หรือเป็นอู่เรือเพื่อควบคุมมลภาวะเป็นพิษกัน แต่ชำแหละกันบนชายหาดเลยครับ ไม่สนใจเรื่องมลพิษที่เกิดจากแร่ใยหิน หรือสารพิษอื่นๆอีกมากมายใดๆทั้งสิ้น ที่นี่ปีๆหนึ่งจะมีเรือเดินสมุทรมาชำแหละกันไม่ต่ำกว่า 200 ลำ ชิ้น
ส่วนอะไหล่ของเรือที่เป็นส่วนเกินจากเหล็กเก่า ที่นี่จะเป็นแหล่งซื้อ-ขายกันอย่างสนุกสนานเลยครับ โดยมีร้านค้าตลอดแนวยาว 15 กิโลเมตร มีร้านค้ามากกว่า 100 ร้านค้า การทำงานของคนงานที่นี่ใช้แรงล้วนๆ โดยไม่มีเครื่องจักรกลมาช่วยทุ่นแรงเลย

ดังนั้นที่นี่จะไม่ค่อยได้คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนงานและประชาชนในท้องถิ่นเลย

ในขณะที่ประเทศไต้หวันและประเทศจีนถึงแม้จะมีการดำเนินกิจการในลักษณะเดียวกัน แต่เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของแรงงานมาก เขาใช้ระบบโรงงานปิด กล่าวคือในอู่ชำแหละเรือเขาจะนำเรือเข้าไปชำแหละในอู่ที่มิดชิด การปล่อยน้ำมันลงสู่น้ำจะไม่ทำกัน เพราะน้ำมันเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายค่าแรงงานได้อย่างสบายๆ

อีกทั้งเขาใช้ระบบ "ลูกตัดแม่" คือ เขาจะยังไม่ถอดเครนบนเรือออกก่อน แล้วใช้เครนดังกล่าวมายึดโยงแผ่นเหล็กที่ตัดออก แล้วยกออกไปทีละแผ่นไปเรื่อยๆ คือใช้เครนของเรือเปรียบเสมือน "ลูก" ค่อยๆตัดเรือที่เสมือนเป็น "แม่"

จนกระทั่งสุดท้ายพอหมดแผ่นสุดท้ายจึงจะถอดเอาเครนออกมา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทุ่นแรงคนงานได้มากเลยครับ

ที่เมียนมาเองยังไม่มีกฏหมายควบคุมการชำแหละเรือ นั่นหมายความว่ายังสามารถขอใบอนุญาตชำแหละเรือได้ แต่ธุรกิจนี้คือต้นน้ำของธุรกิจเหล็ก จึงต้องมีโรงงานหลอมเหล็กมาเป็นปลายน้ำ และต้องอยู่ในสถานที่เดียวกันกับอู่ชำแหละเรือ เพราะการขนส่งเหล็กที่ตัดออกมาแล้วไปหลอมที่อื่นอีก มันจะเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้น
ดังนั้นหากใครจะทำธุรกิจนี้ ต้องคิดต่อเนื่องหรือต้องไปเป็นทีมใหญ่เท่านั้น และถ้าได้มีโรงงานหลอมเหล็ก ก็ต้องมีโรงงานหล่อเหล็กบีม โรงงานรีดเหล็กเส้น โรงงานทำลวดเหล็ก โรงงานทำน็อต โรงงานทำตะปู ฯลฯ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรแพคกันเป็นทีม ต้องไปให้ครบวงจรจึงจะคุ้มที่จะลงทุน ถ้าคิดจะทำแบบรวยคนเดียว ผมว่ายากมากครับ ต้องจำให้ขึ้นใจว่า "แม่น้ำทั้งสายอย่าดื่มกินคนเดียว เดี๋ยวท้องแตกตาย" แน่ๆครับ

ที่รัฐตะเนงด่ายี่ หรือรัฐตะนาวศรี ตอนนี้เข้ากำลังเร่งโปรโมทเปิดให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้าไปลงทุน ในระยะนี้เขากำลังง้อคนต่างชาติอยู่ กำลังการต่อรองยังเป็นของผู้ประกอบการ หากผู้ประกอบการไทยท่านใดสนใจที่จะทำ ผมคิดว่านี่คือโอกาสทองนะครับ ที่ดินก็ไม่แพงมาก ติดทะเลก็เยอะ บางแห่งน้ำลึกถึงสามสี่สิบเมตร เหมาะเลยนะครับ เพียงแต่ต้องรักษาสภาพแวดล้อมให้ดี และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของชาวบ้านและคนงาน

อีกทั้งต้องรู้จักทำ CSR บ้างเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ผมเชื่อว่าจะยังหากินได้อีกหลายปี ถึงเวลาก็รวยแล้วเลิก!!!!

-2-

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงธุรกิจการผ่าเรือหรือชำแหละเรือเดินสมุทร ที่มีเพื่อนถามมาว่าอยากได้ใบอนุญาต ซึ่งผมได้เล่าไปแล้ว


วันนี้ขอชำแหละธุรกิจนี้ ท่านได้ฟังกันต่อนะครับ เพื่อจะได้คิดตามผมมาครับ ธุรกิจการหล่อเหล็กนั้นวัตถุดิบที่ใช้มีที่มาจากสองทางหลัก คือ จากแร่เหล็กและจากเหล็กเก่า ซึ่งที่ผ่านมาผมเคยได้มีโอกาสประสบพบเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง คือช่วงที่ทำธุรกิจที่กัมพูชา เมื่อประมาณสามสิบปีก่อน

ในยุคนั้นเขมรสามฝ่ายได้สู้รบกันอยู่ ผมมีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่ง ท่านได้เข้าไปที่เขมรทำธุรกิจเก็บซากปฎิกรรมทางสงคราม ซึ่งก็หมายถึงเหล็ก ท่านเอาทุกชนิดเลยครับ ตั้งแต่ปลอกกระสุนปืน เหล็กจากซากรถราต่างๆ

แม้กระทัjงซากปืนใหญ่ ซากรถถัง รถหุ้มเกราะ ซากระเบิด ท่านซื้อหมด แต่ท่านซื้อมาแล้วขายต่อให้โรงหลอมเหล็กในประเทศไทยนี่แหละครับ นำมาซึ่งความร่ำรวยมาให้ท่านจนถึงทุกวันนี้เลยครับ แต่น่าเสียดายที่ท่านไม่ได้นำมาหลอมเอง ในยุคนั้นผมยังไม่ประสาอะไรกับธุรกิจ

ถ้าเป็นวันนี้ผมคงกระโดดเข้าสู่วงการเหมือนท่าน ผมคงรวยไปแล้วละครับ มาดูที่ธุรกิจนี้ที่บังคลาเทศ ผมเห็นเขาชำแหละเรือที่ธากา เมืองท่าเรือ (ชายหาดมาเป็นท่าเรือเพื่อชำแหละเรือ) ได้สร้างความร่ำรวยให้มหาเศรษฐีบังคลาเทศอย่างล้นหลาม

ธุรกิจที่ตามมาอีกธุรกิจหนึ่ง คือธุรกิจอู่ซ่อมเครื่องยนต์ ที่เขานำเอาเครื่องยนต์เก่าบนเรือเช่น เครื่องปั่นไฟฟ้า เครื่องทำน้ำจืด เครื่องยนต์เรือมาซ่อมใหม่ แล้วขายให้คนที่เขาชอบซื้อเครื่องยนต์มือสองไปใช้ ต้องบอกว่าเครื่องยนต์เหล่านี้เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ได้ดี คงทนถาวร ไม่เสียง่าย ราคาก็ถูกกว่าเครื่องยนต์ใหม่มือหนึ่งมาก

ดังนั้นจึงเป็นที่ต้องการของประชาชนโลกที่สามมาก ยังมีธุรกิจขายอะไหล่เรือ นี่เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่สร้างความร่ำรวยมาให้ผู้คนได้เยอะมากเช่นกัน

ที่เมืองธากาจึงมีถนนยาวเป็นสิบกิโลเมตรเลยครับที่ทำธุรกิจนี้อยู่ เพราะผู้ประกอบการสร้างเรือในประเทศโลกที่สามที่ยังล้าหลังอยู่ ชอบไปช้อปกันมาก อุปกรณ์เหล่านี้ เช่น กำปั่นเรือ พังงาเรือ สมอเรือ หางเสือเรือ หรือแม้แต่เครื่องอะไหล่เล็กๆน้อยๆ ที่เมื่อรื้อออกมาแล้ว ทำการซ่อมแซมนิดหน่อย บางชิ้นอยู่ในสภาพที่ใช้ได้เลยครับ

หนำซ้ำราคาย่อมเยากว่าซื้อมือหนึ่งเป็นเท่าตัว นี่แหละที่ทำให้นักต่อเรือจากทั่วทุกสารทิศวิ่งตรงไปหาซื้อที่นี่ สร้างผู้ประกอบการร่ำรวยไปตามๆกันครับ

ที่นี่ยังมีธุรกิจต่อเนื่องที่เราคาดไม่ถึงอีกเยอะเลยครับ มาที่เมียนมา เขาคิดถูกแล้วครับที่ไม่ได้จำกัดธุรกิจนี้มากนัก ยังพอมีโอกาสที่จะขอใบอนุญาตได้ เพราะว่าเขาต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อน

สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในการสร้างบ้านแปลงเมือง ก็คือวัสดุก่อสร้าง ถ้าไปจำกัดตัวเองด้วยการเอาแต่วัตถุดิบขั้นปฐมต้น เช่นแร่เหล็กมาหลอม แปรรูปเป็นเหล็กชนิดต่างๆ ผมว่าตายอย่างเดียวเลยครับ เพราะราคาจะสูงมาก สู้ทำจากวัสดุรีไซเคิลจึงจะชาญฉลาดมากกว่า โดยไม่ต้องไปแคร์ชาติตะวันตกมากนัก เพราะเขาไม่ได้ช่วยให้เมียนมาดีขึ้นเลย มีแต่ตั้งแง่ต่างๆนาๆมากมาย

ดังนั้นเมียนมาเขาฉลาดกว่าที่คิด จึงอนุญาตให้นำเอาเรือเก่ามาชำแหละ แล้วนำเอาแผ่นเหล็กที่คุณภาพสูงมาหลอมใหม่ นำมาใช้ในการก่อร่างสร้างเมืองใหม่ รอจนกว่าประเทศเมียนมาร่ำรวยกว่านี้ แล้วค่อยมาเปลี่ยนแปลงกฏระเบียบใหม่ ก็ยังไม่สายเกินไปครับ

ต้องถามว่าวันนี้เมียนมาจะเอาหน้าตาที่ดูดี หรือ จะเอาความอยู่รอด นี่คือคำตอบเลยครับ

ส่วนสถานที่ที่เหมาะที่จะขออนุญาต ในส่วนตัวผมคิดว่ายังมีอีกหลายที่ๆเหมาะสม เช่นที่ รัฐยะไข่ รัฐอิยะวดี รัฐมอญ รัฐตะนาวศรี เป็นต้น ส่วนเมืองในรัฐที่กล่าวมานี้ ท่านอย่าได้กังวลเลยครับ
ขอเพียงติดชายทะเล มีน้ำลึก 30-40 เมตรเป็นพอ

ถนนหนทางไม่จำเป็นต้องสะดวกมาก ขอเพียงเข้าออกได้ไม่ลำบากเกินไป ไฟฟ้าก็ไม่จำเป็นมากนัก ช่วงแรกๆอาจจะต้องซื้อเครื่องปั่นไฟฟ้าไปตัวเดียวก็พอ พอได้ชำแหละเรือแล้ว ก็เอาเครื่องปั่นไฟฟ้าบนเรือนั่นแหละมาใช้ทำงานต่อได้เลย

ส่วนการขนส่งเมื่อชำแหละออกมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว ก็ไม่ต้องกังวล เพราะส่งมายังย่างกุ้งทางเรือได้เลย ไม่ต้องการที่จะส่งทางรถยนต์อยู่แล้วครับ ปัจจุบันนี้ตลาดค้าเหล็กในย่างกุ้งที่ใหญ่ที่สุด จะอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมตะโก่งครับ ที่นี่เขาจะเป็นโรงหล่อ โรงหลอม โรงรีดเหล็กเยอะมาก มีทั้งตลาดที่เป็นการค้าเหล็กสำเร็จรูปพร้อมสรรพเลยครับ

ท่านลองไปสำรวจตลาดดูก็ได้นะครับ หรือถ้าท่านสนใจจริงๆ ลองติดต่อไปที่สภาธุรกิจไทย-เมียนมา ที่เบอร์โทร 02-345-1131 คุณศิริกานต์ แล้วแจ้งความจำนงค์พร้อมทั้งขอนัดหมายเข้ามาสอบถามข้อมูลได้เลยครับ ยินดีต้อนรับทุกเมื่อครับ



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=5jdEG_ACXLw" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=5jdEG_ACXLw</a>





..

12
ซุยโซ ฟรอนเทียร์ (Suiso Frontier) เป็นเรือเดินสมุทรลำแรกของโลกที่จะนำมาใช้ในการขนส่งลำเลียงก๊าซไฮโดรเจนเหลวข้ามประเทศ บริษัท คาวาซากิ เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ต่อเรือลำนี้ได้ทำพิธีปล่อยเรือลงนํ้าที่อู่ต่อเรือโกเบ เวิร์คส์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปีหน้า (2563) เรือซุยโซ ฟรอนเทียร์ จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนเชื่อมโยงเครือข่ายห่วงโซ่การผลิตและการใช้พลังงานไฮโดรเจนในระดับโลก


เส้นทางลำเลียงไฮโดรเจนเหลว ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่ได้ชื่อว่าเป็นพลังงานสะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ก่อไอเสีย จะเป็นเส้นทางการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียมายังญี่ปุ่น ทั้งนี้ การผลิตไฮโดรเจนต้องใช้นํ้าและกระแสไฟฟ้า ผู้ส่งออกจะแปลงสภาพให้ไฮโดรเจนเป็นของเหลวเพื่อการจัดเก็บและการลำเลียงที่ง่ายและปลอดภัยกว่า การใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานเชื้อเพลิงสำหรับยวดยานพาหนะนับว่ามีความเหมาะสมสำหรับประเทศที่กำลังมองหาพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่มีพื้นที่มากเพียงพอสำหรับการจัดทำโซลาร์ฟาร์ม และวินด์ฟาร์ม นอกจากนี้ พลังงานไฮโดรเจนยังเหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรมการขนส่งระยะทางไกล และอุตสาหกรรมหนักอย่างเช่น โรงงานผลิตเหล็กกล้า


เรือซุยโซ ฟรอนเทียร์ มีตัวถังเรือ 2 ชั้น บุฉนวนสุญญากาศ พร้อมระบบกักเก็บไฮโดรเจนที่อุณหภูมิติดลบ (-253 องศาเซลเซียส) เพื่อควบแน่นให้ก๊าซไฮโดรเจนกลายสภาพเป็นของเหลว ซึ่งลำเลียงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่า



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=OCuSYzHE9TE" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=OCuSYzHE9TE</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=mDpqN-QKYzQ" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=mDpqN-QKYzQ</a>




..

13
เรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo Ship) ชื่อ CDRY BLUE ความยาว 108 เมตร กว้าง 18 เมตร ขนาด 8,055 เดทเวทตัน โดนพายุซัดกระหน่ำจนทำให้เรือลอยไปติดเกยตื้นในเขตของซานตันตีโอโก (Sant'Antioco) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาร์ดิเนีย (Sardinia) ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2562


เรือสินค้า CDRY BLUE เพิ่งเดินทางออกมาจากเมืองกาลยารี (Cagliari) มุ่งหน้าไปยังประเทศสเปน พร้อมด้วยสินค้าเป็นกาแฟ แต่ต้องมาผจญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายและเรือได้พยายามหลบหลีกภัยนี้แล้วแต่ก็ล้มเหลว

หน่วยยามฝั่งอิตาลีได้เข้าช่วยเรือสินค้า CDRY BLUE โดยส่งอากาศยานและเรือกู้ภัยออกไปทันที รวมถึงเรือลาดตระเวนอีกสองลำที่มีความเชี่ยวชาญในการค้นหาและกู้ภัย และเฮลิคอปเตอร์ NEMO จากกองกำลังที่สี่ของหน่วยยามฝั่งประจำเมืองเดซิโมมันนู (Decimomannu) อย่างไรก็ตามเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายบรรดาสมาชิกลูกเรือทั้งสิบสองคนบนเรือสิน้คา CDRY BLUE จึงไม่สามารถขนส่งทางอากาศได้

ลูกเรือทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือในเวลาต่อมาเมื่อสภาพอากาศดีขึ้น พวกเขาได้รับการขนส่งทางอากาศโดยแบ่งเป็นสามกลุ่มและนำไปที่โรงพยาบาลเมืองซานตันตีโอโก ที่มีทีมแพทย์คอยช่วยลูกเรือที่นำขึ้นฝั่ง


ทางการอิตาลีกำลังเฝ้าดูตรวจสอบเรือสินค้า CDRY BLUE เพื่อให้แน่ใจว่ามีเสถียรภาพและความเป็นไปได้ของการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงลงสู่ทะเล

เรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo Ship) ชื่อ CDRY BLUE รหัสหมายเลข IMO คือ 9504619 ขนาด 8,055 dwt สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2010 จดทะเบียนชักธง Italy



ที่มา Data & Images - newsbook.com.mt

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=6jGH6vKbkhQ" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=6jGH6vKbkhQ</a>




..

14
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า รัฐบาลเอกวาดอร์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2562 เพื่อดำเนินการจำกัดพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หลังเกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันกว่า 600 แกลลอน รั่วไหลลงในทะเลบริเวณหมู่เกาะกาลาปากอส พื้นที่มรดกโลกขององค์การยูเนสโก ซึ่งมีระบบนิเวศที่อ่อนไหวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


โดยหน่วยงานรักษาความปลอดภัยร่วมหรือ อีซียู-911 ระบุว่ามีการจำกัดพื้นที่น้ำมันรั่วไหลไว้ได้แล้ว หลังเกิดเหตุเครนถล่มเข้าใส่เรือ ออร์ก้า ขณะกำลังลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์ลงเรือ ส่งผลให้เรือซึ่งบรรทุกน้ำมันดีเซลจำนวนมากรั่วไหลลงทะเล โดยเหตุเกิดขึ้นที่ท่าเรือบนเกาะซานคริสโตบัล เกาะที่อยู่ทางตะวันออกสุดของหมู่เกาะกาลาปากอส ด้านอุทยานแห่งชาติกาลาปากอสระบุว่ามีการนำทุ่นดักน้ำมันและวัตถุซับน้ำมันลงพื้นที่เพื่อลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมแล้ว

ทั้งนี้หมู่เกาะกาลาปากอสอยู่ห่างจากชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ไปทางตะวันออกราว 1,000 กิโลเมตร และเป็นเกาะที่ช่วยให้ชาร์ลส ดาร์วิน คิดค้นทฤษฎีวิวัฒนาการได้



ที่มา Data & Images -



เอกวาดอร์ยันเหตุเรือบรรทุกน้ำมันอับปางที่กาลาปากอสไม่กระทบสัตว์

นายราอูล เลเดสมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเอกวาดอร์ แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่า เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสามารถควบคุมสถานการณ์น้ำมันรั่วไหล หลังเรือบรรทุกน้ำมันดีเซลประมาณ 600 แกลลอน เกิดอับปางบริเวณท่าเรือของเกาะซานคริสโตบัล ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะย่อยของหมู่เกาะกาลาปากอส ห่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ของเอกวาดอร์ออกไปทางตะวันออกประมาณ 1,000 กิโลเมตรได้แล้ว ซึ่งทุกฝ่ายอยู่ระหว่างหารือกันว่าจะกู้เรือที่อับปางขึ้นจากทะเลได้อย่างไรและเมื่อใด


ขณะเดียวกัน ทีมสัตวแพทย์ นักสัตววิทยา และนักสิ่งแวดล้อมได้กระจายกันลงพื้นที่หมู่เกาะกาลาปากอส เพื่อสำรวจระบบนิเวศและตรวจสุขภาพของสัตว์ทุกชนิดในพื้นที่แล้ว เบื้องต้นรัฐบาลเอกวาดอร์ได้รับคำยืนยันว่า ไม่มีสัตว์ชนิดใดได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว



ที่มา Data & Images -

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=2Iw_2TaAxMY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=2Iw_2TaAxMY</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=eZHo0c6m76E" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=eZHo0c6m76E</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=xRNuIk_QPLk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=xRNuIk_QPLk</a>




..

15
นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการ กฟผ. ได้มาประชุมร่วมกับคณะผู้บริหาร กฟผ.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ที่ให้ยกเลิกการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของ กฟผ. ไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซในประเทศไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น และปริมาณก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทยไม่ได้ลดลงอย่างที่เคยคาดการณ์ไว้ จึงต้องมีการพิจารณาทบทวนปริมาณการนำเข้า LNG อีกครั้ง โดยมติ กพช.ดังกล่าวยังต้องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี


อย่างไรก็ตาม กพช.มีมติเห็นชอบให้ กฟผ. เตรียมความพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำเข้า LNG รายใหม่ ในรูปแบบการซื้อเป็นรายครั้ง (spot) ไม่เกิน 200,000 ตัน เพื่อทดสอบระบบการแข่งขันเสรีในกิจการก๊าซธรรมชาติ โดยแบ่งการนำเข้าเป็น 2 ลำเรือ ลำแรกจะมาถึงในวันที่ 28 ธันวาคม 2562

ส่วนลำที่ 2 จะนำเข้าประมาณเดือนเมษายน 2563 โดยเฉลี่ยลำละ65,000 ตัน ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานยังยืนยันว่า พร้อมส่งเสริมให้ กฟผ.เป็นผู้นำเข้า LNG รายที่สองของประเทศในระยะยาว ซึ่งจะช่วยทำให้ราคาค่าไฟฟ้าของประเทศถูกลง และเป็นช่วยผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) LNG


โดยได้สั่งการให้ กฟผ.เร่งจัดทำรายงานผลสำเร็จการนำเข้า LNG ลอตแรก และจัดทำแผนการใช้ LNG ในปี 2563-2565 สำหรับโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าบางปะกงชุดที่ 5 จังหวัดฉะเชิงเทราโรงไฟฟ้าวังน้อยชุดที่ 4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ชุดที่ 1 จังหวัดสมุทรปราการ โดยคาดว่าจะสามารถเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และ กพช. ภายในต้นปีหน้า



ที่มา Data & Images -




..

หน้า: [1] 2 3 ... 308