ข่าว:

ห้ามโพสโฆษณา สินค้าที่ดูแล้วขัดต่อ ศีลธรรม ประเพณี หรือกฏหมายของไทย เด็ดขาด หากพบจะแบนสมาชิกนั้นออกจากบอร์ดทันที

Main Menu

"บิ๊กประจิน" หนุนท่าเรือเฟอร์รี่ ลุยเชื่อม "พัทยา-ชะอำ-หัวหิน"

เริ่มโดย mrtnews, เม.ย 18, 15, 06:47:15 ก่อนเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

mrtnews

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยหลังการประชุมพัฒนาเชื่อมโยงระบบการขนส่งและการท่องเที่ยวพื้นที่อ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกว่า ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าไปเร่งศึกษาแผนการสร้างท่าเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงการเดินทางพัทยา ชะอำ และหัวหิน ให้เสร็จภายในกลางปี 2559 เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ การค้าระหว่าง 2 พื้นที่เข้าด้วยกัน รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ซึ่งจะลดเวลาการเดินทางจากปัจจุบัน 6-7 ชั่วโมง เหลือเพียง 3 ชั่วโมง


"เดิมโครงการนี้กรมเจ้าท่าเคยศึกษามาแล้วตั้งแต่ปี 55 จึงมีแผนพัฒนาต่อเนื่องตามนโยบายของ คสช. ที่สนใจพัฒนาท่าเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก โดยความเป็นไปได้เบื้องต้น ท่าเรือในจังหวัดชลบุรีที่มีความเหมาะสมในการทำ ได้แก่ แหลมบาลีฮาย โอเชียน-มารีน่า และท่าเรือแหลมฉบัง ส่วนท่าเรือแถบจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เป็นหาดปึกเตียน"

พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า โดยหลังจากนี้ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยในวันที่ 17 เม.ย.2558 กรมเจ้าท่าจะลงนามว่าจ้างบริษัทมาทำการศึกษาและออกแบบความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งท่าเรือ ให้ศึกษาเสร็จภายใน 12 เดือน จากเดิมใช้เวลา 18 เดือน สำหรับรูปแบบการลงทุนและการก่อสร้างในเบื้องต้น มีภาคเอกชน คือ บริษัทสยามอีสเทอร์น ลอยิสติคส์ เทอร์มินอล จำกัด ได้เสนอแผนการลงทุนระยะ 4 ปี 2559-2562 มาให้พิจารณา โดยใช้งบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท รองรับนักท่องเที่ยว นักเดินทาง นักธุรกิจได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน และรถยนต์ปีละ 220,000 คัน ที่สำคัญยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจใน 2 พื้นที่ได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี จะเริ่มเปิดให้เดินเรือได้ตั้งแต่ปี 2560-2562 เป็นต้นไป ระยะแรกมี 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางพัทยา-หัวหิน-ปราณบุรี เส้นทางบางปู-หัวหิน-ปราณบุรี และเส้นทางบางปู-พัทยา ส่วนระยะต่อไปเพิ่มเส้นทางบางปู-เกาะช้าง 146 ไมล์ เส้นทางบางปู-เกาะสมุย 240 ไมล์ และเส้นทางบางปู-สงขลา 380 ไมล์.

ที่มา -




รมว.คมนาคม สั่งกรมเจ้าท่าเร่งโครงการเรือเฟอร์รี่เชื่อมอ่าวไทยฝั่งตอ.-ตต.

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2558 - พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมโครงการพัฒนาท่าเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก (East-West Ferry) ว่า ในวันที่ 17 เม.ย.จะคัดเลือกเอกชนศึกษาออกแบบเส้นทางเดินเรือ East-West Ferry ซึ่งขณะนี้มียื่นมา 2 ราย โดยกรมเจ้าท่าได้ตั้งงบประมาณปี 58-59 วงเงิน 30 ล้านบาท


พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดการศึกษาออกแบบให้แล้วเสร็จใน 12 เดือน จากเดิม 18 เดือน ซึ่งจะต้องเลือกท่าเรือที่เหมาะสมทั้ง 2 ฝั่ง โดยจะมีท่าเรือหลัก ท่าเรือสำรอง โดยหากเป็นไปได้จะใช้พัฒนาท่าเรือของภาครัฐหรือของรัฐวิสาหกิจ ส่วนให้บริการเดินเรือนั้นจะเป็นการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งเบื้องต้นฝั่งตะวันตก ท่าเรือจะอยู่บริเวณหัวหิน, ปึกเตียน, ชะอำ จ.เพชรบุรี, ปราณบุรี จ.ประจวบฯ ฝั่งตะวันออกบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง หรือท่าเทียบเรือเกาะลอย ศรีราชา ดำเนินการก่อสร้างและจัดหาผู้ให้บริการเดินเรือภายใน 3 ปี โดยการลงทุนในช่วงแรกจะสูง แต่ค่าใช้จ่ายด้านบริการและซ่อมบำรุงจะลดลงและในระยะยาวจะส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมลดลง

รมว.คมนาคม กล่าวว่า เส้นทางดังกล่าวจะช่วยย่นระยะเวลา และเป็นการสร้างโอกาสและช่องทางในการท่องเที่ยว ส่วนการขนส่งสินค้านั้นจะลดจำนวนรถบรรทุกที่ต้องผ่าน กทม.และภาคกลางตอนล่าง ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณมากและมีค่าใช้จ่ายสูง ส่วนความปลอดภัยนั้นโดยติดตั้งระบบ VTS ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิสูจน์ตำแหน่งของเรือทุกลำ และกำหนดเส้นทางเดินเรือ เพื่อความปลอดภัย มีศูนย์ควบคุมและสั่งการอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง และหน่วยกู้ภัยช่วยเหลือประจำ หน่วยบริการด้านสภาพอากาศ คลื่นลม ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น

ปัจจุบันการเดินทางจากทะเลอ่าวไทยด้านตะวันออกไปตะวันตกหรือจาก จ.ชลบุรี จะต้องผ่าน จ.สมุทรปราการ กรุงเทพฯ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ โดยรถยนต์ ระยะทาง 300 กม. ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง ดังนั้นการพัฒนาเส้นทาง East-West Corridor ทางเรือระหว่างชายฝั่งตะวันออกกับชายฝั่งตะวันตกจะเกิดประโยชน์ต่อการเดินทาง การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้า ระยะทาง 2 ฝั่ง ประมาณ 100 กม. ใช้เวลาเดินทางและเข้าออกชายฝั่งไม่เกิน 2 ชม.เท่านั้น โดยได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มาให้ข้อมูล และจะลงสำรวจพื้นที่ในเดือน พ.ค.นี้

ที่มา -